[Fic Vampire Knight]KanamexZero:Bitter&Sweet Chapter1-4
posted on 13 May 2010 16:33 by narm-meTitle: Bitter&Sweet
Pairing: KanamexZero
Chapter: 1-4
Rate: PG
-----------------------------------------------------------------------------
1
ช่วงเย็นของวันเซนต์วาเลนไทน์เดย์ โรงเรียนประจำคุโรสึ
"กรี๊ดดดด รุ่นพี่ไอโด้"
"รุ่นพี่คาอินหันมาทางนี้หน่อยค่า"
"รุ่นพี่คานาเมะ"
เสียงนักเรียนหญิงชั้นเดย์คลาสตะโกนเรียกคนที่ตัวเองปลื้มดังลั่น หวังให้เจ้าของชื่อหันมารับช็อกโกแลตกล่องน้อยที่ถือมา
"นี่พวกเธอ ตั้งแเถวกันดีๆหน่อยสิ โอ๊ย อย่าดันกันสิ" คุโรสึ ยูกิบ่นอย่างหัวเสียเมื่อต้องรับมือกับเด็กผู้หญิงจำนวนมากที่ไม่มีท่าทีว่าจะทำตามที่เธอพูดเลย
'เซโร่ นายมันแย่ที่สุด'
ช่วงเวลาอันแสนวุ่นวานเมื่อถึงเวลาที่นักเรียนเดย์คลาสจะได้มอบชอคโกแลตให้แก่นักเรียนชั้ยไนท์คลาส การ์เดี้ยนอย่างยูกิและเซโร่จึงต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดมากยิ่งขึ้น
...แต่ดูเหมือนจะมีแค่ยูกิคนเดียวที่ตั้งใจทำงาน
ส่วนเซโร่น่ะหรือ...
"ฉันไม่อยากยุ่งกับพวกผู้หญิง"... เจ้าตัวพูดอย่างนั้นแล้วก็ไปยืนหลบมองดูอยู่ห่างๆ ปล่อยให้ยูกิสู้รบปรบมือกันพวกนักเรียนหญิงเดย์คลาสอยู่ลำพัง
'หึ เซโร่นะเซโร่ จำไว้เลย...เจ้าคนไร้น้ำใจ หน้างอ ปากหนัก ตาขวาง...' ระหว่างนึกด่าเซโร่ไปในใจมือก็พลางจัดระเบียบพวกนักเรียนหญิง
แต่เหล่านักเรียนหญิงที่ใจร้อนอยากจะมอบช็อกโกแลตมีหรือจะยอมอยู่นิ่งๆ พวกเธอทั้งผลักทั้งดันจนยูกิล้มกันจ้ำเป้า
กลุก กลุก มีของบางสิ่งกลิ้งออกมาจากกระโปรงนักเรียนของการ์เดียนสาว
ยูกิหันไปมองทางต้นเสียงและเห็นของที่กลิ้งออกมากำลังจะถูกเหยียบ
'ว้าย ไม่น้าาาาา'
ก่อนที่จะมีรอยเท้าอยู่บนของสิ่งนั้น เซโร่ที่ยืนมองเหตุการณ์อย่างเงียบๆมาตลอดก็พุ่งเข้ามาหยิบของเจ้าปัญหาก่อนที่มันจะถูกเหยียบได้อย่างหวุดหวิด
"นี่ พวกเธอทำตัวกันดีๆหน่อยได้ไหม ถ้ายังไม่ยอมทำตัวดีๆจัดเป็นแถวตามที่ยูกิพูด ฉันไม่รับประกันนะว่าจะไม่ลงมือกับเด็กผู้หญิง แล้วปีหน้าไอ้งานเส็งเคร็งแบบนี้ก็คงไม่ได้จัดอีกแน่นอน"
ชิ้ง
สิ้นคำกล่าว สถานการณ์วุ่นวายก็สงบลง
...ใครล่ะจะกล้าหือกับ คิริยู เซโร่
"หืม คิริยูคุง ในที่สุดก็ออกมาทำงานแล้วเหรอ ฉันเห็นเธอยืนมองอยู่เฉยๆปล่อยให้ยูกิทำงานอยู่คนเดียวตั้งนานสองนาน"
น้ำเสียงทุ้มต่ำราบเรียบของชายหนุ่มผู้งดงามดังขึ้น
"แต่ว่าเธอไม่ควรพูดกับเด็กผู้หญิงแบบนั้นนะ อาแต่ฉันก็ไม่ประหลาดใจหรอกเพราะเธอมันเป็นพวกแข็งกระด้าง คงไม่เข้าใจจิตใจอันแสนละเอียดอ่อนของเด็กสาวที่อยากจะให้ช็อกโกแลตแก่ชายหนุ่มที่พวกเธอชอบหรอกสินะ"
แวมไพร์ผู้สูงศักดิ์เอ่ยกระทบกระเทียบ เดินตรงเข้ามาทางเซโร่ที่กำลังจะยื่นมือพยุงยูกิที่ล้มให้ยืนขึ้น แล้วแย่งหน้าที่นั้นมาทำซะเอง พลางลอบยิ้มน้อยๆให้เซโร่
"ไม่เป็นไรนะ" คานาเมะถามยูกิที่ตนเพิ่งพยุงให้ลุกขึ้นมาอย่างอ่อนโยน
"ฉะ ฉันไม่เป็นไรหรอกคะ ขอบคุณรุ่นพี่คานาเมะมากนะคะ"
เซโร่หน้าบึ้ง มองฉากตรงหน้าอย่างไม่พอใจ ...ทำไมยัยยูกิต้องหน้าแดงด้วยนะ แล้วไอ้แวมไพร์นั่นทำเป็นยิ้มแล้วหันมองทางเขานี่มันเยาะเย้ยกันชัดๆ แถมเมื่อกี้ยังด่าว่าเขาเป็นพวกแข็งกระด้างไม่เข้าใจผู้หญิงอีก ชิ
แว้บ
อยู่ๆความคิดนึงก็แล่นเข้ามาในความคิด
เซโร่ยิ้มให้กับความคิดนั้น
เขาเดินตรงไปหาคานาเมะในระยะประชิด แล้วยื่น(ยัด)กล่องที่เพิ่งหยิบมาจากพื้นให้พลางยื่นหน้าเข้าไปใกล้
"นี่... สำหรับรุ่นพี่คุรันครับ"
เด็กหนุ่มผมสีเงินช้อนตาขึ้นเหลือบมองคล้ายกำลังประหม่า ประหนึ่งเป็นสาวน้อยขี้อายไร้เดียงสา ทั้งยังแสร้งทำน้ำเสียงออดอ้อนอย่างที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อน แต่ครั้งนี้เขาจงใจทำเพราะอยากจะแกล้งคนตรงหน้า
ไม่เพียงคนที่ถูกยัดเยียดให้รับเท่านั้น หากแต่คนรอบข้างที่เห็นเหตุการณ์ต่างพากันตัวแข็งทื่อ
ก็คืดอยู่ว่าคุรัน คานาเมะน่ะเนื้อหอม จะกับผู้หญิงหรือผู้ชายก็ไม่แปลก แต่กับคิริยู เซโร่เนี่ยนะ@#$%^&)(*&^$%#
เซโร่มองคนตรงหน้าอย่างสะใจ
แล้วฉวยโอกาสที่ทุกคนกำลังตกตะลึงเดินหลบออกไป
'หึ สมน้ำหน้า...'
.......................................................................................................................................................................................................................
2
"เซโร่ นายทำแบบนั้นได้ยังไง"
ยูกิที่เพิ่งกลับเข้ามาหลังทำงานเสร็จแหวใส่คนต้นเหตุที่กำลังจะถอดเสื้อเตรียมจะไปอาบน้ำ
"เป็นสาวเป็นนางก่อนเข้าห้องผู้ชายน่ะหัดเคาะประตูด้วยสิ"
"ไม่ต้องมาทำเป็นเปลี่ยนเรื่องเลย"
เซโร่ถอนหายใจ
"จะมาว่าอะไรฉันล่ะ แล้วแบบนั้นที่เธอว่าน่ะมันแบบไหน"
"ก็ที่เอาชอคโกแลตฉันไปให้รุ่นพี่คานาเมะตามใจชอบไง"
"แล้วมันมีปัญหายังไง ฉันเห็นเธอไม่ได้ให้ซะที ก็เลยให้แทนเธอ ทำคุณบูชาโทษชัดๆ"
พูดเสร็จก็เดินเข้าห้องน้ำไปแปรงฟันอย่างไม่ทุกข์ร้อน
"ทำเป็นไขสือแล้วยังมีหน้ามาพูดทวงบุญคุณอีก นายทำให้คนอื่นเขาเข้าใจผิดกันไปหมดแล้ว"
เซโร่ยักไหล่ บีบยาสีฟันไปพลาง ยังไงเขาก็ไม่แคร์ เรื่องอะไรจะต้องไปสนเรื่องไม่จริงที่คนอื่นพูดกัน
ยูกิเห็นปฏิกิริยาของเซโร่ยิ่งหงุดหงิด พอตัวเองหงุดหงิดแล้วเรื่องอะไรจะยอมให้คนอื่นได้อยู่เป็นสุขล่ะ
"นี่ เซโร่ หรือว่าที่ทุกคนเข้าใจน่ะมันถูกต้องแล้ว ความจรืงนายชอบรุ่นพี่คานาเมะใช่ไหมล่ะ มิน่า เวลารุ่นพี่มาหาฉันทีไร นายต้องทำหน้าหงิกทุกที"
พรวด!
คนกำลังบ้วนปากอยู่ถึงกับสะดุ้ง พ่นน้ำออกมาทันที
"ยี้ สกปรก" ยูกิแสร้งพูดอย่างขยะแขยง แต่ภายในรู้สึกสะใจที่นานๆทีจะทำให้เจ้าคนหน้าตายสะดุ้งได้
"เธอออกไปไดัเแล้ว แล้วก็หยุดความคิดบ้าๆนั่น...อุ๊บส์" เซโร่พูดไล่พลางดันหลังยูกิให้ออกไปจากห้องน้ำ แต่พูดยังไม่ทันจบคำเขาก็รู้สึกถึงอะไรบางอย่างถูกยัดเข้ามาในปาก
สิ่งนั้นมีรสชาติหวานหอมและกลมกล่อม
"แฮปปี้เซนต์วาเลนไทน์เดย์นะเซโร่.."
ยูกิพูดยิ้มๆ ทิ้งท้ายไว้ก่อนเดินออกไป
'ยัยยูกิทำชอคโกแลตให้เขาด้วยเหรอเนี่ย...' เซโร่รู้สึกประหลาดใจพลางเริ่มรู้สึกผิดที่วันนี้เขาไม่ช่วยงานแลัวยัง
ก่อเรื่องอีก แต่ที่เขาไม่ช่วยเพราะกลัวว่าตัวเองจะเผลอตัวออกแรงมากเกินไปจนทำให้เด็กผู้หญิงพวกนั้นบาดเจ็บ
หากแต่เมื่อขยับเคี้ยวชิมรสสิ่งที่อยู่ในปากไปเรื่อยๆ ความรู้สึกผิดทั้งหลายพลันมลายหายวับไปในบัดดล
เพราะสิ่งที่อยู่ในปากเขาคือดาร์กชอคโกแลตรสขมที่ผสม "สิ่งนั้น" ลงไปด้วย
ปึง! อ่างน้ำที่น่าสงสารกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ไปเสียแล้ว
"หนอย เสียท่ายัยยูกิจนได้!!"
........................................................................................................................................................................................
3
"เซโร่คุง เกิดอะไรขึ้นน่ะ!" ผู้อำนวยการโรงเรียนคุโรสึที่เพิ่งเดินกลับมาที่ห้องทำงานถามขึ้นอย่างร้อนรนเมื่อเห็นสภาพของเด็กหนุ่มตรงหน้าที่นอนพาดอยู่บนโซฟา ใบหน้าขาวซีดหากแต่ริมผีปากแดงก่ำจากการขบเม้มรืมฝีปากตนเองเพื่ออดกลั้นต่ออารมณ์บางอย่างที่พลุ่งพล่านขึ้นมา ลมหายใจขาดเป็นห้วง ขนาดน้ำเสียงยังแหบพร่า
"ลองไปถามลูกสาวสุดที่รักของนายดูสิ ฉันกำลังจะอาบน้ำจู่ๆยัยนั่นก็เข้ามาป่วนซะจนฉันกลายเป็นแบบนี้ พอจะมาหานายที่ห้องก็ดันไม่อยู่ก็เลยนอนรอนายกลับมาเนี่ยแหละ"
คนถูกถามตอบเสียงห้วน
ผู้อำนวยการนิ่งไปสักพักเพื่อคิดประมวลเหตุการณ์ ...จะว่าไปวันนี้เป็นวันวาเลนไทน์ บางทียูกิคงให้ชอคโกแลตคิริยูคุงด้วย ที่คิริยูอยู่ในสภาพนี้น่าจะเป็นเพราะ...ถ้าเป็นแบบนั้นก็ไม่น่าแปลกที่กระทั่งเสื้อผ้าก็ยังหลุดรุ่ย...
"ยูกิคงให้ชอคโกแลตที่ผสมเหล้ากับเธอสินะ"
"ก็ใช่น่ะสิ สภาพฉันถึงเป็นแบบนี้ไงเล่า"
"ตะ แต่ว่ายูกิก็น่าจะรู้นี่ว่าเธอ... เอ๊ะ หรือว่าคิริยูคุงไปทำอะไรให้ยูกิโกรธรึเปล่า"
คนถูกดักคอได้สะดุ้งเล็กน้อย ก่อนตอบคำถามคนที่เปรียบเสมือนพ่ออีกคนนึงด้วยน้ำเสียงอ้อมแอ้มไม่ต่างอะไรกับเด็กที่โดนทำผิดแล้วจับได้
"กะ ก็นิดหน่อยน่ะ"
กะว่าจะตอบแบบขอไปทีแต่พอเห็นหน้าตาเอาจริงเอาจังของคนตรงหน้าก็เลยต้องจำยอมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น...
อยากเห็นหน้าคานาเมะคุงตอนนั้นจัง...นั่นคือสิ่งแรกที่ผุดเข้ามาในความคิดหลังจากได้ฟังเรื่องทั้งหมด ผู้อำนวยการหลุดขำออกมานิดๆพลางส่ายหน้า
"กรรมตามสนองนะคิริยูคุง"
พูดยิ้มๆ แล้วมองเด็กหนุ่มตรงหน้าที่เบ้ปากไม่พอใจคำพูดเขา
'...แต่ยูกิก็เล่นเกินไปหน่อย รู้ทั้งรู้ว่าพอเซโร่กินเหล้าเข้าไปแล้วจะเป็นยังไง แม้จะเป็นเหล้าแค่นิดเดียวก็เถอะ เดี๋ยวก็เกิดเรื่องเหมือนเมื่อ3ปีก่อนจนได้'
พอคิดเรื่องนั้นแล้วพิจารณามองสภาพเด็กหนุ่มผมเงิน อารมณ์ขำขันยิ่งหายไปกลายเป็นร้อนใจขึ้นมาแทน ดูท่าเขาคงต้องทำให้คิริยูสงบก่อนที่เรื่องจะบานปลายไปมากกว่านี้
ว่าแล้วก็จัดการใช้ฟันกัดที่ปลายนิ้วให้เกิดแผล เลือดสีแเดงสดค่อยๆไหลออกมา เซโร่มองของเหลวสีแดงนั้นอย่างไม่ชอบใจ เขาไม่ปฎิเสธว่ากลิ่นของมันทำให้เขาแทบคลั่ง แต่ก็พยายามสะกดกั้นอารมณ์ของตัวเองอย่างสุดความสามารถ
"นาย...จะทำอะไร"
"ฉันรู้ว่าเธอไม่ชอบแต่ถ้าไม่รีบจัดการให้เรียบร้อยมันจะยิ่งแย่ไปมากกว่านี้นะ เอ้า กินซะเถอะ แค่นิดเดียวเรื่องจะได้จบ"
"ไม่ ฉันไม่กิน" เซโร่ที่นอนอยู่บนโซฟาตะโกนกร้าวปัดมือที่ยื่นมาอย่างไม่ลังเล เขาไม่อยากกินเลือดเหมือนกับปิศาจพวกนั้น...แวมไพร์ ปิศาจโสมมที่ร้ายกาจ ใช้ความงามอันเป็นเลิศประหนึ่งยาพิษล่อลวงมนุษย์ให้ลุ่มหลง ก่อนจะจัดการปลิดชีพคนผู้โชคร้ายอย่างไม่ต่างอะไรกับอาหารจานหนึ่ง
แค่คิดก็รู้สึกสะอิดสะเอียน
แต่ที่น่าหัวร่อก็คือ ตัวเขาเองก็ไม่ต่างอะไรกับพวกมัน...
เมื่อดูท่าใช้ไม้อ่อนอย่างการขอร้องดีๆไม่ได้ผล ผู้อำนวยการคุโรสึจังตัดสินใจใช้ไม้แข็ง พยายามใช้ทุกวิถีทางเพื่อยัดเลือดของตัวเองเข้าปากเซโร่ให้ได้ แต่มีเหรอที่เซโร่จะยอมง่ายๆ เขาพยายาต่อต้านดิ้นรนด้วยเรี่ยวแรงทั้งหมดที่ยังพอมีเหลือ
ระหว่างนั้นเองเสียงเคาะประตูห้องผู้อำนวยการก็ดังขึ้น
ก๊อก ก๊อก
ยังไม่ทันที่ผู้อำนวยการคุโรสึจะกล่าวอนุญาต บานประตูก็เปิดขึ้น ปรากฏให้เห็นร่างสูงโปร่งของใครคนหนึ่ง
ผู้อำนวยการคุโรสึหยุดต่อกรกับเซโร่ หันมามองที่ตรงประตูพลันสีหน้าซีดเผือด
"คานาเมะคุง..."
"ที่หอพระจันทร์มีคนได้กลิ่นเลือด ผมก็เลยต้องตามกลิ่นมาดู ไม่คิดเลยนะว่าจะเป็นเลือดของคุณ ผู้อำนวยการ" คานาเมะพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบมองไปที่นิ้วของผู้อำนวยการ จากนั้นก็กวาดสายตาไปยังร่างๆหนึ่งที่อยู่บนโซฟา "และต้นเหตุคงเป็นเพราะเธอสินะ คิริยูคุง"
สายตาทั้งสองคู่สบกันเพียงแค่ชั่วพริบตา ก่อนที่คานาเมะจะเบนสายตามาทางผู้อำนวยการ
"ผมเคยบอกแล้วใช่ไหมครับว่าควรจะย้ายเขาไปอยู่ไนท์คลาส"
"คะ คือเรื่องนี้มันไม่ใช่อย่างที่เธอคิดนะคานาเมะคุง ฉะ ฉันอธิบายได้ มันไม่ใช่ความผิดของคิริยูคุงโดยตรงหรอก"
ระหว่างที่กำลังสนทนากัน คนที่เคยดิ้นทุรนทุรายอยู่บนโซฟา บัดนี้นัยตาเริ่มเลื่อนลอย ตั้งแต่ที่คนๆนั้นก้าวเข้ามา กลิ่นของพวกเลือดบริสุทธิ์ทำให้สติสัมปชัญญะที่เคยมีมาตลอดค่อยๆเลือนหายไป ตอนนี้คิริยู เซโร่ไม่ต่างอะไรกับสัตว์ร้ายที่หิวโหยตนหนึ่ง
เซโร่กระโจนจากโซฟาพุ่งเข้ามาหาร่างที่คุยกับผู้อำนวยการคุโรสึอย่างรวดเร็ว ในชั่วพริบตาที่ทั้งสองคนมัวแต่ตกตะลึง มือของเซโร่กระหวัดเกี่ยวคอของคานาเมะ ซุกหน้าไซร้จมูกกับต้นขาขาวซีด ก่อนที่คมเขี้ยวคมจะฝังเข้าไปในต้นคอของผู้มาเยือนอย่างเต็มแรง เลือดสดๆของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ไหลทะลัก ลิ้นสากๆของสัตว์ร้ายลากโลมเลียรสเลือดอย่างพึงใจในรสชาด ใบหน้าที่เคยขาวซีดบัดนี้กลับเป็นสีแดงระเรื่อ ลมหายใจหอบถี่ขาดเป็นห้วง นัยตาเลื่อนลอยนั้นหวานฉ่ำเสียจนน่าตกใจทั้งยังมีหยาดน้ำคลออยู่ ฉับพลันร่างที่เปรมปรีดิ์อยู่กับรสโลหิตเมื่อครู่นั้นก็หมดสติไป หากแต่มือทั้งสองข้างก็ยังคงเกี่ยวคอของอีกฝ่ายไว้ไม่ปล่อย
คานาเมะมองร่างที่หมดสติไปด้วยความสงบนิ่ง...นิ่งเสียจนน่าหวั่นใจ ก่อนจะตัดสินใจอุ้มประคองร่างไร้สตินั้นอย่างเบามือไปวางนอนที่โซฟา เขาใช้มือของตัวเองแกะมือของอีกฝ่ายที่โอบคอเขาอยู่ออก และแปลกใจเล็กน้อยเมื่อพบว่าแม้เจ้าตัวจะหมดสติไปแล้วแต่มือนั้นกลับยังคงจับลำคอเขาแน่นอย่างน่าประหลาด...ราวกับเด็กน้อยยึดเกาะที่พึ่งพิง... คานาเมะใช้ปลายนิ้วปาดเกลี่ยน้ำตาออกจากดวงหน้าขาวเนียน สักพักเขาก็ยืนขึ้น หันหน้ามาทางที่ที่ผู้อำนวยการคุโรสึยืนตัวลีบอยู่ นัยตาที่เคยสงบนิ่งบัดนี้แข็งกร้าว ก่อนที่เสียงทุ้มนุ่มขัดกับแววตาที่ปรากฏจะเอ่ยขึ้น
"หวังว่าคงมีคำอธิบายที่ดีพอสำหรับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ ผู้อำนวยการคุโรสึ"
................................................................................................................................
4
หลังจากฟังเรื่องราวทั้งหมดจากปากผู้อำนวยการคุโรสึ คานาเมะก็เข้าใจที่มาที่ไปของเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่ว่าส่วนหนึ่งเป็นฝีมือของยูกินั่นเอง ดังนั้นไอ้ครั้นจะโทษเด็กหนุ่มที่หมดสติอยู่หรือผู้อำนวยการอย่างเดียวก็คงไม่ถูกต้องนัก
แวมไพร์เลือดบริสุทธิ์ลอบถอนหายใจเบาๆ
...เด็กน้อยของเขาแกล้งหนักมือไปจริงๆ
ถ้าเกิดเหตุอย่างเมื่อ 3 ปีก่อนอีก เขาเองนี่แหละที่ไม่แน่ใจว่าจะควบคุมตัวเองอยู่หรือไม่...
"งั้นผมจะพาเขาไปคุมตัวอยู่ที่หอพระจันทร์ก่อนนะครับ เพราะไม่แน่ว่าพอเขาฟื้นขึ้นมาแล้ว จะอาละวาดอีกรึเปล่า" คนพูดหันไปบอกผู้อำนวยการคุโรสึพลางช้อนร่างไร้สติบนโซฟามาอุ้มอยู่ในวงแขนโดนไม่รอคำตอบหรือความเห็นจากคู่สนทนาเลยสักนิด
"อ๊ะ ดะ...เดี๋ยวสิ คานาเมะคุง!"
ยังไม่ทันที่จะได้ทัดทานใดๆ ร่างสูงสง่าก็ใช้พลังของแวมไพร์เหาะด้วยความเร็วสูงกลับไปที่หอพระจันทร์เสียแล้ว ทิ้งให้ผู้อำนวยการคุโรสึนึกสงสัยและร้องไห้อยู่ในใจ...
...คนที่มีอำนาจสูงสุดในโรงเรียนนี้คือใครกัน?...
..............................................................................................................................
แสงจันทร์ในคืนพระจันทร์เต็มดวง สาดแสงแรงกล้าหากแต่อ่อนละมุนลงบนโลกเบื้องล่าง
ท่ามกลางแสงจันทร์ที่สว่างไสว ปรากฏเงาร่างของแวมไพร์ตนหนึ่งที่กำลังอุ้มใครบางคนในอ้อมกอด ลอดเข้ามายังห้องของตนในหอพระจันทร์ผ่านทางหน้าต่าง
เมื่อเข้ามาในห้อง คานาเมะประคองร่างในอ้อมกอดวางบนเตียงอย่างเบามือ...ราวกับว่าร่างนี้คือประติมากรรมแก้วที่แม้จะงดงามหากแต่เปราะบางยิ่ง
พอวางเสร็จก็นั่งอยู่ตรงขอบเตียง ร่างสูงขะโงกหน้าเข้าไปก้มมองเจ้าของเรือนผมสีเงิน ระยะห่างระหว่างทั้งสอง เรียกได้ว่าใกล้กันจนปลายจมูกแทบแตะโดนกัน
ใกล้กัน...เสียจนรู้สึกได้ถึงลมหายใจ...
'...นานแล้วสินะที่ไม่ได้อยู่ใกล้กันขนาดนี้...เพราะทุกทีที่เจอหน้าฉัน เธอมักจะเดินหนี ไม่ก็เสมองไปทางอื่นเสมอ...'
พอพินิจมองคนที่กำลังหมดสติ ดวงตาปิดสนิทอยู่ ก็ชวนให้นึกถึงตำนานที่เล่าขานจนกลายมาเป็นนิทานเรื่องหนึ่งของพวกมนุษย์...เจ้าหญิงนิทรา...
'ถ้าเธอในตอนนี้คือเจ้าหญิงนิทรา...แปลว่าตัวฉันคือเจ้าชายงั้นสิ? '
คล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่าง ผลักดันให้ใบหน้างดงามของแวมไพร์เลือดบริสุทธิ์เคลื่อนเข้าใกล้ใบหน้าของเซโร่อย่างเชื่องช้า ชั่ววินาทีก่อนที่ริมฝีปากจะทาบทับ เสียงหัวเราะขำในลำคอก็หลุดรอดออกมาเสียก่อน
หึหึ...
พอคิดถึงสิ่งที่เกือบทำลงไป เขาก็อดเหยียดยิ้มหยันตัวเองขึ้นมาไม่ได้
'ช่างไร้สาระเสียจริง'
...เพราะในความเป็นจริงแล้ว คนตรงหน้าหาใช่เจ้าหญิง และเขาเอง...หากจะให้เรียกคงใกล้เคียงกับสัตว์ร้ายมากกว่าเจ้าชาย
คานาเมะยันกายขึ้น ส่ายศีรษะไล่ความคิดไร้สาระออกจากหัว เขาปรายสายตามองไปทั่ว พบว่าท่ามกลางใบหน้าขาวซีด สิ่งที่เด่นชัดจนสะดุดตาก็คือรอยเลือดที่เปรอะไปทั่ว ครั้นเมื่อมาพิจารณาสภาพตนเอง ก็เรียกได้ว่าย่ำแย่ไม่แพ้กัน แม้รอยแผลที่ถูกกัดจะสมานกันเรียบร้อยแล้ว แต่ตามคอและเสื้อผ้ายังเหลือรอยเลือดแห้งกรังเปรอะเปื้อนอยู่เต็มไปหมด
"ก็เล่นกินซะตะกรุมตะกรามขนาดนั้นนี่นะ..."
ขณะที่คิดว่าจะไปหาผ้ามาจัดการเช็ดทำความสะอาดคนตรงหน้าให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปจัดการตัวเองทีหลัง ก็พลันมีเสียงเคาะประตูดังขึ้นมาขัดจังหวะเสียก่อน
ก๊อก ก๊อก ก๊อก ก๊อก...ฟังจากจังหวะถี่รัวที่เคาะ ก็เดาได้ว่าคนที่มาหาคงมีเรื่องร้อนใจด่วนจริงๆ
"ขอประทานโทษครับท่านคานาเมะ เผอิญว่าคนของเราได้กลิ่นเลือด...เลือดแวมไพร์บริสุทธิ์ชั้นสูง เลยกังวลว่าเกิดอะไรขึ้นกับท่านคานาเมะรึเปล่า" ไอโด้เอ่ยอย่างร้อนรน คนในหอพระจันทร์รวมถึงเขาได้กลิ่นเลือดที่หอมหวลยิ่ง ทำให้ทุกคนค่อนข้างมั่นใจว่านั่นคือกลิ่นเลือดของท่านคานาเมะไม่ผิดแน่
"เกิดเรื่องนิดหน่อย แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรแล้ว เธอช่วยไปบอกคนอื่นๆ ด้วยละกันว่างไม่ต้องห่วงและห้ามทำอะไรโดยพลการเด็ดขาด" คานาเมะกล่าวตัดบท เขาไม่คิดจะให้ใครเข้ามาเห็นสภาพของเซโร่และตนในตอนนี้ จึงเลือกที่จะสนทนาผ่านบานประตูที่ปิดสนิท ไม่คิดจะออกไปพบหน้าคู่สนทนาโดยตรง
"แต่ว่า..."
"ฉันว่าฉันสั่งให้เธอไปกระจายข่าวบอกคนอื่นๆ ไม่ได้ถามความคิดเห็นของเธอนะ ไอโด้คุง" คนเอ่ยกล่าวเสียงเรียบหากแต่ทรงอำนาจ
"ซะ...ทราบแล้วครับ! ขอประทานโทษครับ!! " เอ่ยรับคำเสร็จไอโด้ก็รีบหันหลัง วิ่งนำคำพูดจากท่านคานาเมะไปบอกต่อทันที แม้จะอดตะขิดตะขวงใจว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ก็ตาม
พอเสียงฝีเท้าของไอโด้ไกลลับหายไป คานาเมะก็อดถอนหายใจอีกไมได้
บางสิ่งบางอย่างที่เขาเลือกจะเก็บและปิดผนึกมันเอาไว้ในห้วงลึกของหัวใจตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อน บัดนี้กำลังสั่นไหว...
แม้จะเป็นแวมไพร์ที่ทรงอำนาจ ไม่กลัวเกรงผู้ใด แต่เขาก็อดกังวลกับเหตุการณ์ในครั้งนี้ไม่ได้...กังวลว่าสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจซ้ำรอยกับเหตุการณ์เมื่อ 3 ปีที่แล้ว...
ทว่าเขาเองก็ไม่อาจทำอะไรได้ในยามนี้ สิ่งที่เขาทำได้มีเพียงการรอ....รอเวลาให้คนที่หลับไหลอยู่ฟื้นคืนสติ แต่ไม่รู้ว่ายามเมื่อสติกลับคืนมา เจ้าดวงตาสีลาเวนเดอร์คู่นี้จะมองเขาด้วยสายตาเช่นไร...
"เธอนี่มันตัวปัญหาจริงๆ เลยนะ...คิริยู เซโร่คุง..."
..................................................................................................................................................
แปลกใจว่าก็ดูมีคนชอบคู่นี้เยอะแค่ไม่ค่อยมีใครเขียนฟิคหรือโดเลย ก็เลยเข้าอีหรอบเดิมคืออยากอ่านไม่มีให้อ่านก็จัดการแต่งเองซะ!
ฟิคเรื่องนี้แต่งช่วงอ่านหนังสือสอบ เวลาแบบนั้นนี่ไม่รู้ทำไมเขียนฟิคออกยิ่งกว่าตอนปกติอีก แต่งเก็บไว้ได้สามตอนก็หมดสต็อก(สั้นสิ้นดี) เอามาลงเผื่อว่าจะพยายามแต่งต่อ(จนจบ)ได้ ฮ่าๆๆ
ใครอ่านแล้วมีความคิดเห็นยังไงช่วยบอกกันบ้างนะค้า >< ไม่ว่าติหรือชมก็จะน้อมรับฟังมาไว้ปรับปรุงตัวเอง
ขอบคุณค่ะ m(_ _)m